วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พริกไทยขาวกับพริกไทยดำต่างกันอย่างไร




พริกไทย

สวัสดี เพื่อนๆ พี่ๆทุกคนค่ะ วันนี้มีสมุนไพรอีกตัวมาแนะนำค่ะ

ต้นพริกไทย


           ชื่อสามัญ : Pepper

           ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L. จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย (PIPERACEAE)

            ชื่อท้องถิ่น : พริกขี้นก , พริกไทยดำ , พริกไทยขาว , พริกไทยล่อน , พริกน้อย(ภาคเหนือ) , พริก(ใต้) เป็นต้น

ถิ่นกำเนิด
      พริกไทยจัดเป็นราชาแห่งเครื่องเทศ มีคุณประโยชน์มากมายทั้งเป็นเครื่องปรุงที่เอาไว้ดับคาวอาหาร และเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ในการรักษา มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย บริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง

สายพันธุ์พริกไทย    ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 6 สายพันธ์ุ ได้แก่ พันธ์ุใบหนา พันธ์ุบ้านแก้ว พันธ์ุปรางถิ่นธรรมดา พันธ์ุปรางถี่หยิก พันธ์ุควายขวิด และสายพันธ์ุคุชชิง


ลักษณะ

ลำต้นพริกไทย
                                                               
ลำต้น   ต้นพริกไทยจัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย มีอายุยืน ความสูงประมาณ 5 เมตร ลำต้นเป็นปล้อง  ตรงข้อมีรากฝอยใช้ในการยึดเกาะ  


ใบพริกไทย                   ใบพลู

ใบ   ใบจะมีสีเขียวสด ออกเรียงสลับตามข้อ และกิ่ง ปลายใบแหลม  ใบใหญ่รูปใบคล้ายใบพลู (ที่คนเฒ่าคนแก่มักจะใช้กินกับหมาก) แต่ใบจะหนาและด้านกว่าใบพลู เมื่อนำใบพริกไทยกับใบพลูมาเทียบกันจะเห็นได้ชัด (ใบพลูมีความมันบนผิวใบมากกว่า)


ดอก   ดอกของพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น ช่อดอกแต่ละช่อมีดอกฝอยประมาณ 70-85 ดอก


เมล็ดพริกไทย


ผล   ออกผลเป็นช่อทรงกระบอกกลมยาว ช่อผลมีสีเขียว เมื่อเริ่มแก่ช่อผลของพริกไทยจะมีสีเขียวเข้มขึ้น เหลือง และแดงตามลำดับ ภายในมีเมล็ดกลม


ประโยชน์
เมล็ด

มีส่วนในการต้านสารอนุมูลอิสระ (เพราะในเมล็ดพริกไทยดำมีสารฟินิลิกส์ และพิเพอร์รีน)
- สารพิเพอรีน (Piperine) ในผลของเมล็ดมีส่วนช่วยในการรักษาและป้องกันอัลไซเมอร์ของคนแก่
- ป้องกันมะเร็งในระยะเริ่มต้น
- มีส่วนช่วยให้ตับสามารถทำลายสารพิษได้มากขึ้น
- มีส่วนช่วยในการบำรุงธาตุ
- แก้โรคลมบ้าหมูได้
- แก้อาการนอนไม่หลับได้
- แก้อาการปวดฟัน
- แก้ไข้ และมีส่วนช่วยรักษาโรคหวัดได้
- แก้อาการอาหารไม่ย่อยและกระตุ้นการทำงานของกระเพาะช่วยให้ไม่รู้สึกอึดอัดท้องหลังรับประทาน (เมล็ดอ่อน)
- แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
- แก้พิษจากตะขาบกัด โดยใช้ผงพริกไทยโรยบนบาดแผล
- รักษาโรคด่างขาว ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากความเสียหายของเซลล์สร้างเม็ดสีผิว
- ช่วยให้คนแก่สามารถรับรู้รสชาติได้ดีขึ้น
- ช่วยแก้อาการอาเจียนได้
- ช่วยให้สามารถเก็บเนื้อสัตว์ได้นานขึ้น 
- ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น
- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อ
- ช่วยขับลม ขับเหงื่อและเสมหะได้ (โดยใช้พริกไทยประมาณ 15-20 เม็ด นำมาบดละเอียดแล้วละลายน้ำดื่มให้หมด)
- สามารถดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้
- สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ โดยนำมาขัดผิว
- วิตามินจากพริกไทยดำสามารถป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้
- น้ำมันหอมระเหยจากพริกไทยสามารถลดอาการอยากบุหรี่ได้
- น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 2 หยด ผสมกับน้ำมันขิงสกัด (กรณีไม่มีน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่) สามารถนำมาทานวดแก้เคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อย ใช้ได้ดีไม่แพ้ยาแก้เคล็ดขัดยอกราคาแพงๆ เลย

ใบ 
- สามารถแก้จุก เสียด แน่น เฟ้อ ปวดมวนท้องได้


ตำรายาจีน : ใช้พริกไทยแก้ปวดท้อง ท้องเดินจากโรคอหิวาต์ โรคมาลาเรีย และแก้ไข้ ส่วนน้ำมันพริกไทยดำ (blackpepper oil) มีสารพิเพอร์รีน กลิ่นฉุนระคายเคืองต่อผิวหนัง เมื่อใช้ต้องทำให้เจือจาง สำหรับสูดดมหรือทาถู ช่วยลดอาการหนาวสั่นจากหวัดและไข้หวัดใหญ่ ทำให้หายใจโล่ง และช่วยฆ่าเชื้อโรค ผสมน้ำมันนวดบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ กลิ่นพริกไทยมีฤทธิ์กระตุ้นความสนใจ สภาพแวดล้อม ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ เพิ่มพลังใจและความเข้มแข็ง

ตำรายาอินเดีย : ใช้กลั้วคอ แก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้หวัด ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดประจำเดือน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย

ตำรายาไทย : พริกไทยจัดอยู่ใน พิกัดตรีกฎุก (ของที่มีรสร้อน 3 อย่าง) ประกอบไปด้วย เครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ เมล็ดพริกไทย เหง้าขิงแห้ง และดอกดีปลี


           ซึ่งปกติพริกไทยดำจะถูกนำไปใช้กับการรักษาโรคต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในยุคแห่งความงามนี้     พริกไทยดำ ได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มคนที่ต้องการลดความอ้วนว่า มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนักอย่างดีเยี่ยม นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า พริกไทยดำ มีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านความอ้วน เพราะในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสารพิเพอร์รีน (Piperine) 

           พริกไทยมีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ช่วยในการควบคุมยีนส์ ทำหน้าที่ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลง  ทำให้ผิวหนังกระชับมากยิ่งขึ้น ผอมลงและกลับมาอ้วนอีกยากขึ้น ซึ่งการรับประทานพริกไทยเพื่อลดความอ้วนนั้นห้ามรับประทานหลังอาหารเด็ดขาด เพราะจะทำให้รู้สึกร้อนและมีอาการเรอ 

          
คุณค่าทางโภชนาการ
พริกไทยอ่อน 100 กรัม   
แคลเซียม 152 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 14 มิลลิกรัม    

            พริกไทยมีแคลเซียมในปริมาณที่สูงมาก  โดยเฉพาะในพริกไทยอ่อน ซึ่งแคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงกระดูก ฟันให้แข็งแรงและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย ในพริกไทยยังมี ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยในชลอความเสื่อมของเซลล์ และต้านอนุมูลอิสระ มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการมองเห็น

             ปัจจุบันมีการใช้พริกไทยดำในด้านความสวยความงามมากขึ้น คือ น้ำไปใช้ใน เรื่องการลดความอ้วน นั่นเอง เพราะพริกไทยดำจะไปช่วยในเรื่องการสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการย่อยอาหารเร็วขึ้น


ผลข้างเคียงของพริกไทยดำ

- ตำรายาจีน ระบุว่า พริกไทยเป็นพืชที่เป็นหยาง คุณสมบัติร้อน หากรับประทานบ่อยหรือมากเกินไปอาจทำให้ตาลาย   เวียนศรีษะ เกิดฝีหนองส่วนของม้าม กระเพาะ และปอดถูกทำลายได้ ตาอักเสบได้ง่าย เจ็บคอบ่อย คอบวมอักเสบ       หรือเป็นริดสีดวงทวาร ไม่ควรรับประทานพริกไทยในปริมาณมากและติดต่อกันนานๆ

ศ.ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์ จากสำนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารก่อมะเร็งในกลุ่มของเอนไนโตรโซไพเพอริตีน (N nitroso piperidine) เกิดจากสาร อัลคาลอยด์ ไพเพอร์รีน ในพริก   ไทยดำทำปฏิกริยากับกลุ่มไนโตรเจน ควรลดหรืองดการบริโภคพริกไทยดำ อย่างไรก็ตาม การบริโภคพริกไทยดำ   ตามปกติในแต่ละวันได้จะได้รับสารนี้น้อยมาก เพราะพริกไทยดำเป็นเพียงตัวชูรส และเพิ่มรสชาติ แต่สำหรับผู้ที่ใช้พริกไทยดำเพื่อเสริมความงาม บริโภคครั้งละมากๆ เป็นเวลานานติดต่อกัน เป็นการสะสมสารเป็นพิษ มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง


พริกไทยดำกับพริกไทยขาวต่างกันอย่างไร
เป็นพริกไทยที่มาจากต้นเดียวกันแต่ความแตกต่างอยู่ที่ช่วงเวลาในการเก็บผลและการแปรรูป





เมล็ดพริกไทยดำตากแห้ง
ขอบคุณภาพสวยๆ จากBeauty Bargain
              
                พริกไทยดำ : ได้จากการเก็บพริกไทยที่แก่เต็มที่สีเขียวแต่ยังไม่สุกมาตากแห้ง ผลสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ พริกไทยดำมีน้ำมันหอมระเหยทั้งในส่วนของผลและเมล็ด ดังนั้น พริกไทยดำจะมีกลิ่นหอมที่แรงกว่าพริกไทยขาว ผลของพริกไทยแก่จะมีสารไพเพอร์รีนมากกว่าในพริกไทยอ่อนซึ่งจะมีมากในเปลือกของพริกไทย




เมล็ดพริกไทยขาว
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก ประเทศไทย
           
             พริกไทยขาว : เรียกอีกชื่อว่าพริกไทยล่อน ได้จากการนำพริกไทยที่เริ่มสุก โคนช่อเริ่มมีผลมีแดง 3-4 ผลมาแช่น้ำ   7-14 วัน เพื่อให้เปลือกยุ่ย จากนั้นนำเข้าเครื่องนวดและขัดเปลือกนอกออกแล้วนำไปตากแห้ง ซึ่งพริกไทยขาวจะมีกลิ่นหอมที่อ่อนนุ่มกว่าพริกไทยดำ เพราะจะมีน้ำมันหอมระเหยเฉพาะในส่วนของเมล็ดเท่านั้น แต่ในกระบวนการผลิดพริกไทยขาว อาจมีการเติมสารฟอกสีจำพวกคลอรีนเข้าไป เพื่อให้พริกไทยสีขาวสะอาดชวนกิน แต่สารดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคเสียงต่อโรคมะเร็ง 


การเพาะปลูก

การเพาะเมล็ด : ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำได้ดี ควรเพาะเมล็ดแก่ในฤดูฝน

ตัดเถาชำ : เลือกเถาที่มีรากตามข้อปล้องอายุประมาณ 1 ปี ลิดใบออกบางส่วน ตัดเป็นท่อนๆ ชำ เมื่อแตกยอดอ่อนจึงย้ายไปปลูกในยุงพลาสติก อยู่ในที่ร่มประมาณ 1-2 เดือน จึงทำการย้ายลงหลุม ระวังอย่าให้หลุมชื้นแฉะหรือแห้งจนเกินพริกไทยจะตายได้


ขอขอบคุณ

  • http://guru.sanook.com/13322/
  • https://sites.google.com/site/krunoinetwork/phrik-thiyda-phrik-thiy-khaw
  • http://www.thailovehealth.com/nutrient/health-3463.html
  • http://siamherbs.blogspot.com/2014/09/black-piper.html
  • http://prayod.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-pepper/
  • https://mahosot.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81.html




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น