พริกไทย
สวัสดี เพื่อนๆ พี่ๆทุกคนค่ะ วันนี้มีสมุนไพรอีกตัวมาแนะนำค่ะ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L. จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย (PIPERACEAE)
ชื่อท้องถิ่น : พริกขี้นก , พริกไทยดำ , พริกไทยขาว , พริกไทยล่อน , พริกน้อย(ภาคเหนือ) , พริก(ใต้) เป็นต้น
ถิ่นกำเนิด
พริกไทยจัดเป็นราชาแห่งเครื่องเทศ มีคุณประโยชน์มากมายทั้งเป็นเครื่องปรุงที่เอาไว้ดับคาวอาหาร และเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ในการรักษา มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย บริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง
สายพันธุ์พริกไทย ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 6 สายพันธ์ุ ได้แก่ พันธ์ุใบหนา พันธ์ุบ้านแก้ว พันธ์ุปรางถิ่นธรรมดา พันธ์ุปรางถี่หยิก พันธ์ุควายขวิด และสายพันธ์ุคุชชิง
ลักษณะ
![]() |
| ลำต้นพริกไทย |
ลำต้น ต้นพริกไทยจัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย มีอายุยืน ความสูงประมาณ 5 เมตร ลำต้นเป็นปล้อง ตรงข้อมีรากฝอยใช้ในการยึดเกาะ
![]() |
| ใบพริกไทย ใบพลู |
ใบ ใบจะมีสีเขียวสด ออกเรียงสลับตามข้อ และกิ่ง ปลายใบแหลม ใบใหญ่รูปใบคล้ายใบพลู (ที่คนเฒ่าคนแก่มักจะใช้กินกับหมาก) แต่ใบจะหนาและด้านกว่าใบพลู เมื่อนำใบพริกไทยกับใบพลูมาเทียบกันจะเห็นได้ชัด (ใบพลูมีความมันบนผิวใบมากกว่า)
ดอก ดอกของพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น ช่อดอกแต่ละช่อมีดอกฝอยประมาณ 70-85 ดอก
![]() |
| เมล็ดพริกไทย |
ผล ออกผลเป็นช่อทรงกระบอกกลมยาว ช่อผลมีสีเขียว เมื่อเริ่มแก่ช่อผลของพริกไทยจะมีสีเขียวเข้มขึ้น เหลือง และแดงตามลำดับ ภายในมีเมล็ดกลม
ประโยชน์
เมล็ด
- มีส่วนในการต้านสารอนุมูลอิสระ (เพราะในเมล็ดพริกไทยดำมีสารฟินิลิกส์ และพิเพอร์รีน)
- สารพิเพอรีน (Piperine) ในผลของเมล็ดมีส่วนช่วยในการรักษาและป้องกันอัลไซเมอร์ของคนแก่
- ป้องกันมะเร็งในระยะเริ่มต้น
- มีส่วนช่วยให้ตับสามารถทำลายสารพิษได้มากขึ้น
- มีส่วนช่วยในการบำรุงธาตุ
- แก้โรคลมบ้าหมูได้
- แก้อาการนอนไม่หลับได้
- แก้อาการปวดฟัน
- แก้ไข้ และมีส่วนช่วยรักษาโรคหวัดได้
- แก้อาการอาหารไม่ย่อยและกระตุ้นการทำงานของกระเพาะช่วยให้ไม่รู้สึกอึดอัดท้องหลังรับประทาน (เมล็ดอ่อน)
- แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
- แก้พิษจากตะขาบกัด โดยใช้ผงพริกไทยโรยบนบาดแผล
- รักษาโรคด่างขาว ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากความเสียหายของเซลล์สร้างเม็ดสีผิว
- ช่วยให้คนแก่สามารถรับรู้รสชาติได้ดีขึ้น
- ช่วยแก้อาการอาเจียนได้
- ช่วยให้สามารถเก็บเนื้อสัตว์ได้นานขึ้น
- ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น
- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อ
- ช่วยขับลม ขับเหงื่อและเสมหะได้ (โดยใช้พริกไทยประมาณ 15-20 เม็ด นำมาบดละเอียดแล้วละลายน้ำดื่มให้หมด)
- สามารถดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้
- สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ โดยนำมาขัดผิว
- วิตามินจากพริกไทยดำสามารถป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้
- น้ำมันหอมระเหยจากพริกไทยสามารถลดอาการอยากบุหรี่ได้
- น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 2 หยด ผสมกับน้ำมันขิงสกัด (กรณีไม่มีน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่) สามารถนำมาทานวดแก้เคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อย ใช้ได้ดีไม่แพ้ยาแก้เคล็ดขัดยอกราคาแพงๆ เลย
ใบ
- สามารถแก้จุก เสียด แน่น เฟ้อ ปวดมวนท้องได้
ตำรายาจีน : ใช้พริกไทยแก้ปวดท้อง ท้องเดินจากโรคอหิวาต์ โรคมาลาเรีย และแก้ไข้ ส่วนน้ำมันพริกไทยดำ (blackpepper oil) มีสารพิเพอร์รีน กลิ่นฉุนระคายเคืองต่อผิวหนัง เมื่อใช้ต้องทำให้เจือจาง สำหรับสูดดมหรือทาถู ช่วยลดอาการหนาวสั่นจากหวัดและไข้หวัดใหญ่ ทำให้หายใจโล่ง และช่วยฆ่าเชื้อโรค ผสมน้ำมันนวดบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ กลิ่นพริกไทยมีฤทธิ์กระตุ้นความสนใจ สภาพแวดล้อม ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ เพิ่มพลังใจและความเข้มแข็ง
ตำรายาอินเดีย : ใช้กลั้วคอ แก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้หวัด ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดประจำเดือน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย
ตำรายาไทย : พริกไทยจัดอยู่ใน พิกัดตรีกฎุก (ของที่มีรสร้อน 3 อย่าง) ประกอบไปด้วย เครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ เมล็ดพริกไทย เหง้าขิงแห้ง และดอกดีปลี
ซึ่งปกติพริกไทยดำจะถูกนำไปใช้กับการรักษาโรคต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในยุคแห่งความงามนี้ พริกไทยดำ ได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มคนที่ต้องการลดความอ้วนว่า มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนักอย่างดีเยี่ยม นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า พริกไทยดำ มีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านความอ้วน เพราะในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสารพิเพอร์รีน (Piperine)
พริกไทยมีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ช่วยในการควบคุมยีนส์ ทำหน้าที่ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลง ทำให้ผิวหนังกระชับมากยิ่งขึ้น ผอมลงและกลับมาอ้วนอีกยากขึ้น ซึ่งการรับประทานพริกไทยเพื่อลดความอ้วนนั้นห้ามรับประทานหลังอาหารเด็ดขาด เพราะจะทำให้รู้สึกร้อนและมีอาการเรอ
คุณค่าทางโภชนาการ
พริกไทยอ่อน 100 กรัม
แคลเซียม 152 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 14 มิลลิกรัม
พริกไทยมีแคลเซียมในปริมาณที่สูงมาก โดยเฉพาะในพริกไทยอ่อน ซึ่งแคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงกระดูก ฟันให้แข็งแรงและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย ในพริกไทยยังมี ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยในชลอความเสื่อมของเซลล์ และต้านอนุมูลอิสระ มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการมองเห็น
ปัจจุบันมีการใช้พริกไทยดำในด้านความสวยความงามมากขึ้น คือ น้ำไปใช้ใน เรื่องการลดความอ้วน นั่นเอง เพราะพริกไทยดำจะไปช่วยในเรื่องการสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการย่อยอาหารเร็วขึ้น
ผลข้างเคียงของพริกไทยดำ
- ตำรายาจีน ระบุว่า พริกไทยเป็นพืชที่เป็นหยาง คุณสมบัติร้อน หากรับประทานบ่อยหรือมากเกินไปอาจทำให้ตาลาย เวียนศรีษะ เกิดฝีหนองส่วนของม้าม กระเพาะ และปอดถูกทำลายได้ ตาอักเสบได้ง่าย เจ็บคอบ่อย คอบวมอักเสบ หรือเป็นริดสีดวงทวาร ไม่ควรรับประทานพริกไทยในปริมาณมากและติดต่อกันนานๆ
- ศ.ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์ จากสำนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารก่อมะเร็งในกลุ่มของเอนไนโตรโซไพเพอริตีน (N nitroso piperidine) เกิดจากสาร อัลคาลอยด์ ไพเพอร์รีน ในพริก ไทยดำทำปฏิกริยากับกลุ่มไนโตรเจน ควรลดหรืองดการบริโภคพริกไทยดำ อย่างไรก็ตาม การบริโภคพริกไทยดำ ตามปกติในแต่ละวันได้จะได้รับสารนี้น้อยมาก เพราะพริกไทยดำเป็นเพียงตัวชูรส และเพิ่มรสชาติ แต่สำหรับผู้ที่ใช้พริกไทยดำเพื่อเสริมความงาม บริโภคครั้งละมากๆ เป็นเวลานานติดต่อกัน เป็นการสะสมสารเป็นพิษ มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง
พริกไทยดำกับพริกไทยขาวต่างกันอย่างไร
เป็นพริกไทยที่มาจากต้นเดียวกันแต่ความแตกต่างอยู่ที่ช่วงเวลาในการเก็บผลและการแปรรูป
![]() |
| เมล็ดพริกไทยดำตากแห้ง |
พริกไทยดำ : ได้จากการเก็บพริกไทยที่แก่เต็มที่สีเขียวแต่ยังไม่สุกมาตากแห้ง ผลสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ พริกไทยดำมีน้ำมันหอมระเหยทั้งในส่วนของผลและเมล็ด ดังนั้น พริกไทยดำจะมีกลิ่นหอมที่แรงกว่าพริกไทยขาว ผลของพริกไทยแก่จะมีสารไพเพอร์รีนมากกว่าในพริกไทยอ่อนซึ่งจะมีมากในเปลือกของพริกไทย
![]() |
| เมล็ดพริกไทยขาว |
พริกไทยขาว : เรียกอีกชื่อว่าพริกไทยล่อน ได้จากการนำพริกไทยที่เริ่มสุก โคนช่อเริ่มมีผลมีแดง 3-4 ผลมาแช่น้ำ 7-14 วัน เพื่อให้เปลือกยุ่ย จากนั้นนำเข้าเครื่องนวดและขัดเปลือกนอกออกแล้วนำไปตากแห้ง ซึ่งพริกไทยขาวจะมีกลิ่นหอมที่อ่อนนุ่มกว่าพริกไทยดำ เพราะจะมีน้ำมันหอมระเหยเฉพาะในส่วนของเมล็ดเท่านั้น แต่ในกระบวนการผลิดพริกไทยขาว อาจมีการเติมสารฟอกสีจำพวกคลอรีนเข้าไป เพื่อให้พริกไทยสีขาวสะอาดชวนกิน แต่สารดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคเสียงต่อโรคมะเร็ง
การเพาะปลูก
การเพาะเมล็ด : ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำได้ดี ควรเพาะเมล็ดแก่ในฤดูฝน
ตัดเถาชำ : เลือกเถาที่มีรากตามข้อปล้องอายุประมาณ 1 ปี ลิดใบออกบางส่วน ตัดเป็นท่อนๆ ชำ เมื่อแตกยอดอ่อนจึงย้ายไปปลูกในยุงพลาสติก อยู่ในที่ร่มประมาณ 1-2 เดือน จึงทำการย้ายลงหลุม ระวังอย่าให้หลุมชื้นแฉะหรือแห้งจนเกินพริกไทยจะตายได้
ขอขอบคุณ
- http://guru.sanook.com/13322/
- https://sites.google.com/site/krunoinetwork/phrik-thiyda-phrik-thiy-khaw
- http://www.thailovehealth.com/nutrient/health-3463.html
- http://siamherbs.blogspot.com/2014/09/black-piper.html
- http://prayod.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-pepper/
- https://mahosot.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81.html






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น