วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ลิ้นมังกร



ลิ้นมังกร


สวัสดี เพื่อนๆ พี่ๆทุกคนค่ะ วันนี้มีสมุนไพรอีกตัวมาแนะนำค่ะ



ลิ้นมังกร

             ชื่อสามัญ Dragon’s Tongue
             ชื่อวิทยาศาสตร์ Sauropus spatulifolius Beille (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Sauropus changianus S.Y.Hu) จัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE)

ชื่ออื่น เหล่งหลีเฮียะ เหล่งจิเฮียะ (จีน-แต้จิ๋ว) หลงลี่เยียะ หลงซื่อเยียะ(จีนกลาง) เป็นต้น
              นอกจากนี้ยังมีลิ้นมังกรอีกชนิดมีชื่อทางวิทยาศาตร์ว่า Sauropus rostratus Miq. (เข้าใจว่ามาจากประเทศจีน) ตามตำราสมุนไพรระบุว่า มีสรรพคุณใกล้เคียงกัน สามารถใช้แทนกันได้ แต่เป็นพรรณไม้คนละชนิดกัน บ้างเรียกว่า ลิ้นแม่ยาย หรือลิ้นมังกรทอง ชนิดที่มีชื่อสามัญว่า  Mother-in Law’s Tongue, Snake plants ชนิดนี้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ตัวอย่างลิ้นมังกรที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับที่มีชื่อสามัญว่า Mother-in Law’s Tongue 
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  fewwidwiw.blogspot.com

ลักษณะ
              เป็นไม้กลางแจ้งยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง คองอเล็กน้อย ต้นสูง 1- 1.5 ฟุต มีขนสั้นๆ ปกคลุมอยู่ ขยายพันธ์ุด้วยการปักชำและเพาะเมล็ด เติบโตในดินชุ่มฃื้นระบายน้ำได้ดี


             ใบ    เป็นใบเดี่ยวออกสลับกันไปตามข้อต้น ใบรูปมนรี ปลายใบมน ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้ม มีลาย ท้องใบมีลายเส้นตามเส้นใบสีเขียวนวลหรือเขียวอ่อน เส้นโคนใบมีขน

             ดอก  ออกดอกเป็นช่อหรือเป็นกระจุกตามซอกใบและลำต้น  จะออกดอกเรียงติดกันเป็นแถวสั้นๆ คล้ายช่อดอก แต่จะแยกออกเป็นดอกเพศผู้และเพศเมีย ดอกมีขนาดเล็กสีแดงม่วงหรือม่วงเข้ม ดอกหนึ่งมี 6 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปกลมรี มีเนื้อหนา มีเกสรเพศผู้ 3 อัน และเกสรเพศเมีย 3 อัน




ผล     คล้ายกับเมล็ดถั่ว มีก้านสั้นๆ ผลจะถูกกลีบเลี้ยงที่ขยายตัวหุ้มไว้


ประโยชน์

  • ใบมีรสจืด เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด เป็นยาแก้ปอดร้อน ทำให้ปอดชุ่มชื้น
  • ดอกสดเอามาต้มน้ำ แก้อาการกระอักเลือดไอเป็นเลือด โดยใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มกับน้ำ หรือเอามาผสมกับสันเนื้อหมูต้มกับน้ำแกงรับประทานได้
  • แก้อาการไอ มีเสลดเหนียว ไอแห้ง โดยใช้ ใบสด 7-8 ใบ และผลอินทผลัม 7 ผล ต้มกับน้ำรับประทาน หรือถ้าเป็นใบแห้งใช้ประมาณ 15 กรัม ต้มผสมกับเนื้อหมูแล้วรับประทานแต่น้ำ
  • ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้เจ็บคอ ไอแห้ง ไอร้อน ไอหอบหืด ไอเป็นเลือด แก้เสียงแหบแห้ง ไม่มีเสียง ให้ใช้ใบสด 7-8 กรัม หรือถ้าเป็นใบแห้ง 10-30 กรัม ต้มกับน้ำ
  • ใบช่วยขับเสมหะ
  • ใบแก้หลอดลมอักเสบ หอบหืด  หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ใช้ใบสด 7-8 ใบ ใบแห้ง 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม
  • ใบช่วยบำรุงปอด
  • ใบช่วยลดความดันโลหิตสูงโดยใช้ต้นลิ้นมังกรทั้งต้นรวมรากด้วย ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ 2-3 ส่วน เคี่ยวจนเหลือ 1  ส่วน (ประมาณ 20 นาที) อาจใส่น้ำตาลกรวดลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติก็ได้ ดื่มครั้งละ 1 แก้ม เช้า กลางวัน และเย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จะทำให้มีอาการดีขึ้น
  • ใบช่วยแก้อาการท้องผูก
  • ใบน้ำมาตำหรือขยี้ใช้พอกแก้พิษร้อนอักเสบได้

**ใบที่นำมาใช้เป็นยาต้องเก็บจากต้นที่เจริญเต็มที่แล้ว
**พืชชนิดนี้ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดได้ ตามข้อมูลทางเภสัชวิทยา


ข้อมูลเพิ่มเติม
  • http://frynn.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3/
  • http://www.panmai.com/Pollution/Pollution_48.shtml
  • http://xn--12c3bmak8a4azhxctfzbhd.blogspot.com/2014/03/blog-post.html
  • http://www.samunpri.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3





วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ชะอม



ชะอม ..แสนอร่อย


             สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวรักสุขภาพ...วันนี้เรามีประโยชน์ของ.. 
ชะอม มาฝากกันค่ะ



ชะอม


ชะอม


ชื่อสามัญ : Climbing wattle, Acacia, Cha-om
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acacia pennata (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE)

ชะอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia pennata (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE)

ชะอม มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ

ภาคเหนือ เรียก ผักหละ
ภาคใต้ เรียก อม
ภาคอิสาน อุดรธานี เรียก ผักขา
แม่ฮ่องสอน เรียก พูซูเด๊าะ
กะเหรี่ยง เรียก โพซุยโดะ
       



ชะอม

          เป็นไม้พุ่ม มีขนาดย่อม ลำต้นและก้านใบมีหนามแหลมห่างๆ ลำต้นที่อ่อนจะมีสีเขียว ส่วนลำต้นที่แก่จะมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีขาวนวลๆ

             ใบ มีสีเขียวขนาดเล็ก มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ใบคล้ายกับใบส้มป่อย ใบอ่อนมีกลิ่นมฉุน ใบย่อยมีขนาดเล็กตรงข้ามกัน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบย่อยจะหุบในเวลาเย็น และแผ่ออกในตอนเช้าเพื่อรับแสง ส่วนดอกชะอมมีขนาดเล็กออกตามซอกใบ มีสีขาวถึงขาวนวล

ใบส้มป่อย
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  www.siamchatroom.com


        
การปลูกชะอม

ปลูกชะอมโดยวิธีการตัดปัก นิยมทำในหน้าฝนขอบคุณภาพสวยๆ จาก www.bansuanporpeang.com

ปลูกชะอมโดยการตอนกิ่ง
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  sites.google.com

เมล็ดชะอม
ขอบคุณภาพสวยๆจาก  www.chiangraifocus.com

            นิยมปลูกโดยการ  ปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการโน้มกิ่งลงดิน แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นที่แข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีหนามหนากว่าการปลูกด้วยวิธีอื่น

การปลูกโดยการเพาะเมล็ด

             นำชะอมมาใส่ถุงพลาสติก รดน้ำวันละครั้ง เมื่อเมล็ดงอกให้ทำการย้ายลงดิน ปลูกห่างกันประมาณ 1 เมตร ให้ปุ๋ยสดหรือมูลสัตว์ในการบำรุงต้น ปลูกในฤดูร้อนเติบโตได้ดีกว่าในฤดูฝน (เพราะฤดูฝนเมล็ดจะมีโอกาสเน่าสูง)

             ปกติจะไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน หากมีใช้ปูนขาวโรยรอบโคนต้น    10-15 วันหลังจากปลูกเก็บเกี่ยวได้ เก็บขายได้ทุกๆ 2 วัน

            ชาวเหนือนิยมรับประทานยอดชะอมหน้าแล้ง เพราะ ผักชะอมหน้าฝนจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งทำให้ปวดท้อง ชาวเหนือนิยมรับประทานร่วมกับส้มตำมะม่วง ตำส้มโอ นอกจากนี้จากเหนือและชาวอีสานยังนิยมนำไปปรุงเป็นแกงเชน ชาวอิสานมักนำไปแกงกับปลา ไก่ เนื้อ กบ เขียด ต้มเป็นอ่อมหรือแกง แกงลาว และแกงแค ของชาวเหนือ


คุณค่าทางอาหาร


         100 กรัม ให้พลังงานกับสุขภาพ 57 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
         เส้นใย 5.7 กรัม 
         แคลเซียม 58 มิลลิกรัม 
         ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม 
         เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม 
         วิตามินเอ 10066 IU 
         วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม 
         วิตามินบีสอง 0.25 มิลลิกรัม 
         ในอาซิน 1.5 มิลลิกรัม
         วิตามินซี 58 มิลลิกรัม



ประโยชน์ของชะอม


  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เพราะชะอมมีวิตามินเอสูง
  • ลดความร้อนในร่างกายได้
  • เป็นยาอายุวัฒนะ
  • ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  • รากชะอม น้ำมาฝนกิน แก้โรค ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ขับลมในลำไส้
  • บำรุงเส้นเอ็น
  • แก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง
  • นำชะอมมาทำเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายอย่าง เช่น ไข่ทอดชะอม แกงส้มไข่ชะอมกุ้ง นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริก หรือนำมารับประทานร่วมกับส้มตำมะม่วง ตำส้มโอ


ฟื้นฟูเส้นผมเสีย แห้ง แตกปลาย ด้วยสูตรน้ำชะอมหมักผม

  • นำใบชะอม 1 กำมือ ต้มกับน้ำเปล่า 3 ถ้วย
  • เมื่อได้น้ำต้มชะอมเข้มข้นแล้ว กรองเอาแต่น้ำ
  • เมื่อสระผมเสร็จให้นำผ้าขนหนูมาชุบน้ำชะอมที่เตรียมไว้ บิดพอหมาด นำมาเช็ดผมให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผมมีชีวิตชีวาขึ้น




ข้อเสียของชะอม

ชะอมมีกรดยูริกสูง หากรับประทานมากเกินไปจะส่งผลเสียกับร่างกายได้

  • ชะอมทำให้น้ำนมแห้ง คุณแม่หลังคลอดไม่ควรรับประทาน
  • รับประทานชะอมในฤดูฝน จะมีรสเปรี้ยว อาจทำให้ปวดท้องได้
  • ชะอมมีกรดยูริกสูง อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูก เป็นเกาต์ไม่ควรรับประทานชะอม



การทำอาหาร




ไข่ทอดชะอมน้ำพริกกะปิ
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  www.oknation.net



แกงเลียงเห็ดใส่ชะอม
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  m.pantip.com



ผัดเผ็ดปลาย่างใส่ชะอม
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  www.nationtv.tv



กุ้งสับผัดชะอมกับกะปิ
 
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  goodmenuthai.blogspot.com



ข้อมูลเพิ่มเติม..
http://frynn.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A1/
http://2015.n3k.in.th/?p=5231
http://beezab.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A1/











วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เถาวัลย์เขียว


           สวัสดีค่ะ วันนี้มีสมุนไพรเพื่อสุขภาพมาแนะนำค่ะ..นั่นคือ

เถาวัลย์เขียว หรือใบย่านาง นั่นเอง

            มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป จากที่ผู้เขียนได้รวบรวมมามีมากมายหลายชื่อค่ะ แต่ละภาคเรียกไม่เหมือนกัน ซึ่งทางภาคอีสานอีสานหมอยาโบราณเรียกย่านางว่า "หมื่นปี บ่ เฒ่า" แปลเป็นภาษากลางว่า "หมื่นปีไม่แก่" และในปัจจุบันย่านางถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษษแบบแพทย์ทางเลือก เพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ






ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Tiliacora triandra (Colebr.) Diels
ชื่อสามัญ Bamboo grass

  • ภาคกลาง       เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี
  • เชียงใหม่       จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง
  • ภาคใต้           ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ
  • สุราษฏร์ธานี  ยาดนาง, วันยอ
  • ภาคอีสาน      ย่านาง
  • ไม่ระบุถิ่น       เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว, เครือเขางาม

เถาวัลย์เขียว
           
        ลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย พันกับไม้อื่นๆ ตัวเถามีลักษณะกลม เถาอ่อนมีขนขึ้นตามเถา เถาแก่หรือปลายโคนจะไม่มีขน เถาจะเหนียว เถาอ่อนจะมีสีเขียว เถาแก่จะมีสีเขียวคล้ำ เถามีความยาว 10-15 เมตร 

       มีหัว หรือ เหง้า อยู่ใต้ดิน


       ใบ  เป็นใบเดี่ยว สีเข้ม หนา ใบจะเรียงแบบสลับกัน ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขนาดใบ 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมัน เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่แข็งและเหนียว





ดอกเถาวัลย์เขียว
                                                 
        ดอก  ขนาดเล็กสีเหลืองอ่อน ออกตามซอกใบ ซอกโคนก้านจากเถาแก้เป็นช่อยาว 2-5 ซม. ไม่มีกลีบดอก ขนาดโตกว่าเมล็ดงาเล็กน้อย ก้านช่อดอกมีขนสั้นๆ ละเอียดปกคลุม ออกดอกช่วงเดือนเมษายน




ผลเถาวัลย์เขียว
                                                   

        ผล  รูปร่างกลมเล็ก ขนาดประมาณลูกมะแว้ง เมื่อดิบมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีเหลืองอมแดง และแดงสด

        ปลูกง่าย ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ขยายพันธ์ุโดยการใช้หัวที่อยู่ใต้ดิน ปลูกได้ทุกฤดู หรือจากการเพาะเมล็ดแก่

     
        ตำราสมุนไพร  จัดให้ใบย่านางหรือเถาวัลย์เขียวเป็นยาอายุวัฒนะ มีฤทธิ์เย็น รสจืด มีคลอโรฟิลด์สดจากธรรมชาติ มีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด  สามารถล้างสารพิษที่สะสมในระบบต่างๆ ของร่างกายซึ่งมาจากอาหารและสิ่งแวดล้อมฯลฯ
       
      
              
      การศึกษาวิจัยของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใน ใบ ประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรต์ สารโพลีฟีนอล แคลเซียมออกซาเลท และอัลคาลอยด์ มีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย แก้ปวด ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ด้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆ ในการต้านอนุมูลอิสระ

       หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) นักบำบัดสุภาพทางเลือก การแพทย์วิถีธรรม ค่ายสุขภาพพึ่งตน ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของย่านาง รวมถึงได้ นำมาทดลองบำบัดโรคแล้ว พบว่า ย่านางมีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์มากมาย โดยทดลองใช้ย่านางกับผู้ป่วยมะเร็งตับ เมื่อ 3 เดือนผ่านไป พบว่า มะเร็งฝ่อ และผู้ป่วยโรคเกาต์ ให้ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง 3 เดือน พบว่า อาการปวดข้อก็หายไป
  

       ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ทดลองกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง พบว่า หลังจากดื่มน้ำย่านางอย่างต่อเนื่อง สามารถลดน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตได้จริง 


       ย่านางหรือเถาวัลย์เขียวเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มากด้วยสรรพคุณทางยาและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

(จากนิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 154 ตุลาคม 2556 โดย มีคณา
        
       ราก  ของย่านาง นิยมนำมาใช้เพื่อแก้อาการไข้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข้พิษ ไข้เหนือ  ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ หรือ ไข้ทับระดู และอาการเบื่อเมา และรากยังเป็นส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้ว 5 ดวง  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาสมุนไพร โดยยาดังกล่าวสามารถรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ 2009 ในขณะเริ่มแรกได้ โดยนำรากแห้งต้มกับน้ำครั้งละ 1 กำมือ แล้วดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง



น้ำเถาวัลย์เขียว
 ขอบคุณภาพสวยๆ จาก health.kapook.com

                    
         ใบ  ใบย่านางเป็นส่วนที่มีประโยชน์และถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด
          

การรักษาและป้องกัน

          ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
          ช่วยป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ
          ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้
          สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ จะทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
          ช่วยป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
          ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
          ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง
          มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่าง ๆ
          มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
          ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
          ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
          ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
          ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
          ช่วยรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ
          ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
          ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์

                
ทางเดินอาหาร

          ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
          ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
          ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
          ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
          ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
          ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน



ทางเดินหายใจ

          ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
          ช่วยรักษาอาการของโรคไซนัสอักเสบ



ผิวหนัง

          ช่วยชะลอและลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
          ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
          ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำ ๆ สีน้ำตาลตามร่างกาย
          ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
          รักษาสิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนอง โดยการน้ำใบย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากจนเหลว แล้วนำมาทา 
          ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
          ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
          ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
          ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ



สืบพันธ์ุและทางเดินปัสสาวะ

          ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
          ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
          ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
          ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
          ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
          ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
          ช่วยรักษาอาการตกขาว



เสริมสร้างและบำรุง

          ช่วยลดน้ำหนัก โดยการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน 
          ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
          ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
          ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
          ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
          ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
          ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
          ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย
          ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
          ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
          ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียนได้
          ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
          ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
          ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
          ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
          ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
          ช่วยลดอาการนอนกรน
          ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
          ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
          ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
          ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ



เถา


        เถาของย่านางช่วยลดความร้อนและแก้พิษตานซาง และยังมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุอีกว่า สามารถช่วยต้านมาลาเรีย และยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ได้


ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก health.kapook.com

    

การทำเป็นอาหาร 

       
           ภาคอิสานและภาคเหนือนำใบเถาวัลย์เขียวหรืออีกชื่อที่เรียกว่า ใบย่านาง เอาใบมาคั้นทำน้ำแกง คือแกงหน่อไม้หรือต้มเปรอะ แกงขี้เหล็ก แกงหวาย ฯลฯ น้ำคั้นใบย่านางจะช่วยฆ่าพิษหรือดับพิษของอาหารที่รปะกอบ เช่น หน่อไม้ เป็นอาหารแสลงที่ทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเข่า ถ้าเป็นหญิงมักมีตกขาว หรือคันในช่องคลอดร่วมด้วย



แกงเปรอะใส่ใบย่านาง
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก www.yummythairecipes.com


ซุปหน่อไม้
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก  thaicuisinearoi.blogspot.com

สารสำคัญที่พบ   จากการวิจัยพบว่า สารเคมีที่พบในรากย่านาง คือ Alkaloid ซึ่งมี Tiliacorine. Ttliacorinine. NortiliacorinineA Tiliacorinine-2-N-Oxide



ในใบย่านาง 100 กรัมจะ มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

  • พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่
  • เส้นใย 7.9 กรัม    
  • แคลเซียม 155 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 30625 IU
  • วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
  • วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
  • ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 141 มิลลิกรัม
  • โปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์
  • ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์
  • โพแทสเซียม 1.29 เปอร์เซนต์
  • แคลเซียม 1.42 เปอร์เซนต์
  • แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์
  
ขอขอบคุณ..


  • http://www.pcmusicsound.com/index.php?topic=1139.0
  • http://banya-thai.blogspot.com/2012/07/3-3-16-3-3-77-1-10-30-50-4-10-10-110-2.html
  • http://tmri.dtam.moph.go.th/heab/yanang.php
  • http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09_13.htm
  • http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9560000123714
  • http://health.kapook.com/view96875.html